แคลเทรตแต่ละสีต่างกันอย่างไร? เลือกสูตรที่ใช่ให้ตรงความต้องการ
🟣 Caltrate คืออะไร?
Caltrate เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมที่ได้รับความนิยมสูงในไทย มีหลายสูตรตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย โดยแต่ละสีจะมีจุดเด่นและส่วนประกอบที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
🔵 Caltrate สีฟ้า – แคลเซียม
ชื่อเต็ม: Caltrate 600
สีขวด: สีฟ้า
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการแคลเซียมเสริมเพียงอย่างเดียว
✅ ส่วนประกอบต่อ 1 เม็ด:
-
Calcium Carbonate 1,500 mg
👉 ให้แคลเซียมบริสุทธิ์ 600 mg
💗 Caltrate สีชมพู – Caltrate Silver 50+
ชื่อเต็ม: Caltrate Silver 50+
สีขวด: สีชมพู
เหมาะสำหรับ: ผู้สูงอายุ วัย 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เริ่มเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน
✅ ส่วนประกอบต่อ 1 เม็ด:
-
Calcium Carbonate 1,650 mg
👉 ให้แคลเซียม 600 mg -
Vitamin D3 4.0 mcg (400 IU)
👉 ช่วยดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย
💡 จุดเด่น:
-
วิตามิน D3 ปริมาณพอเหมาะ
-
ไม่มีแร่ธาตุอื่น เหมาะกับผู้ที่ต้องการสูตรไม่ซับซ้อน
🟣 Caltrate สีม่วง – Caltrate Plus
ชื่อเต็ม: Caltrate Plus
สีขวด: สีม่วง
เหมาะสำหรับ: ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ที่ต้องการสูตรเสริมแร่ธาตุเพื่อกระดูกโดยเฉพาะ
✅ ส่วนประกอบต่อ 1 เม็ด:
-
Calcium Carbonate 1,500 mg 👉 ให้แคลเซียม 600 mg
-
Vitamin D3 5.0 mcg (200 IU)
-
Magnesium 50 mg
-
Zinc 7.5 mg
-
Copper 1 mg
-
Manganese 1.8 mg
💡 จุดเด่น:
เสริมแร่ธาตุสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมกระดูกและการดูดซึมแคลเซียม
📊 ตารางเปรียบเทียบ Caltrate ทั้ง 3 สูตร
| สูตร | สีขวด | แคลเซียม (mg) | วิตามิน D3 | แร่ธาตุเสริม | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|---|---|
| Caltrate 600 | สีฟ้า | 600 | ❌ ไม่มี | ❌ ไม่มี | ผู้ที่ต้องการแคลเซียม |
| Caltrate Silver 50+ | สีชมพู | 600 | ✅ 400 IU | ❌ ไม่มี | ผู้สูงวัยทั่วไป |
| Caltrate Plus | สีม่วง | 600 | ✅ 200 IU | ✅ Mg, Zn, Cu, Mn | ผู้สูงวัยต้องการแคลเซียมและวิตามินแร่ธาตุจำเป็นต่อกระดูกและข้อ
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน |
🟢 คำแนะนำในการเลือกใช้
เลือกทานแคลเซียมให้เหมาะกับตัวเองนะคะ
🟢 สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ คลิก https://bit.ly/3GMGDsI
แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมาก โดยเฉพาะในเรื่องของกระดูกและฟัน แต่จริงๆ แล้วแคลเซียมมีบทบาทหลากหลายกว่านั้นมากค่ะ ด้านล่างนี้คือ ประโยชน์ของแคลเซียม ที่สำคัญ:
✅ 1. เสริมสร้างและคงความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
-
แคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลักของกระดูกและฟัน
-
ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน กระดูกบาง
-
ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกในวัยเด็กและวัยรุ่น และคงมวลกระดูกในวัยผู้ใหญ่
✅ 2. มีส่วนช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด
-
แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างลิ่มเลือดเมื่อมีบาดแผล
-
หากขาดแคลเซียม อาจทำให้เลือดหยุดไหลช้า
✅ 3. ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
-
ช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ
-
มีบทบาทในการส่งสัญญาณประสาทในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย
-
หากแคลเซียมต่ำ อาจเกิดอาการตะคริว มือเท้าชา หรือกล้ามเนื้อกระตุก
✅ 4. ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ
-
แคลเซียมมีส่วนช่วยให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะปกติ
-
ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าในเซลล์หัวใจให้ทำงานปกติ
✅ 5. มีบทบาทในกระบวนการเผาผลาญ
-
มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร
-
ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้ดีขึ้น
✅ 6. ลดความเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูง
-
บางการศึกษาชี้ว่าแคลเซียมมีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับแมกนีเซียมและโพแทสเซียม
✅ 7. อาจมีผลช่วยลดน้ำหนักในบางกรณี
-
มีการศึกษาที่พบว่า การได้รับแคลเซียมเพียงพออาจช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
-
กลไกยังไม่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว
🛑 หากขาดแคลเซียม อาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น:
- กระดูกพรุน / กระดูกบาง
- ฟันผุ
- ตะคริว มือสั่น ชาปลายมือปลายเท้า
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- อาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย
📌 ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวัน (โดยเฉลี่ย):
| กลุ่มอายุ | ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำ |
|---|---|
| เด็ก 1–8 ปี | 600–800 มก./วัน |
| วัยรุ่น 9–18 ปี | 1,000–1,300 มก./วัน |
| ผู้ใหญ่ 19–50 ปี | 1,000 มก./วัน |
| หญิงตั้งครรภ์ / ให้นมบุตร | 1,000–1,200 มก./วัน |
| ผู้สูงอายุ 51 ปีขึ้นไป | 1,200–1,500 มก./วัน |
